ป่าที่คนทั่วไปไม่ชื่นชม เป็นรมณียสถาน สำหรับท่านผู้มหมดราคะ เพราะพระท่านมิได้ใฝ่กามคุณ
ป่าไม้เป็นที่น่ารื่นรมย์ ซึ่งปุถุชนไม่พบความยินดี แต่ผู้ปราศจากกิเลสย่อมยินดีในป่านั้น เพราะท่านไม่แสวงหากามคุณ
คำอธิบายเชิงลึก
พระพุทธองค์ตรัสคาถานี้แก่ภิกษุรูปหนึ่งซึ่งกำลังทำสมาธิอยู่ในสวน เมื่อหญิงคนหนึ่งที่เหนื่อยล้าจากการรอคอยคนรักพยายามจะยั่วยวนท่าน พระพุทธองค์ทรงเนรมิตพระกายให้ปรากฏแก่ภิกษุรูปนั้น โดยทรงสอนว่าปุถุชนและผู้แสวงหาทางธรรมย่อมพบความสุขในสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนส่วนใหญ่มักวิ่งตามความสุขทางผัสสะเพียงชั่วคราว เช่น ความมัวเมา ตัณหา หรือความบันเทิง ซึ่งมักนำไปสู่การเสพติดและความทุกข์ ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่หลุดพ้นจากกิเลสทางโลกย่อมพบความสุขอย่างหาที่สุดไม่ได้ในความสงบวิเวกของธรรมชาติ ความสุขที่ลึกซึ้งและสงบร่มเย็น (ปีติในธรรม) ที่จิตที่รู้แจ้งได้สัมผัสนั้น เหนือล้ำกว่าความตื่นเต้นทางโลกชั่วคราวใดๆ เพราะมันหยั่งรากลึกลงในการปล่อยวางและความสงบภายใน
สวัสดี! คาถาที่ 99 จากพระอรหันตวรรคในพระธรรมบทกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างความสุขของปุถุชนกับผู้ที่ปราศจากกิเลส
ป่าไม้ที่คนทั่วไปอาจมองว่าไม่น่ารื่นรมย์ กลับเป็นสถานที่ที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่หมดราคะหรือผู้ที่หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง นั่นเป็นเพราะว่าผู้ที่ปราศจากกิเลสไม่ได้แสวงหาความสุขทางกามคุณหรือความสุขทางโลกที่ฉาบฉวย แต่กลับพบความสุขที่แท้จริงในความสงบวิเวกและการปฏิบัติธรรม ความสุขนี้ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่าความสุขทางโลกชั่วคราวใดๆ
คุณรู้สึกอย่างไรกับแนวคิดเรื่องความสุขที่แตกต่างกันนี้?