คำอธิบายเชิงลึก
พระพุทธภาษิตนี้ตรัส ณ พระเวฬุวันวิหาร เกี่ยวกับอกโกสภารทวาชพราหมณ์ ตามเรื่อง มีอุบาสิกาพราหมณ์ผู้ได้บรรลุโสดาบัน แต่มีนิสัยว่าเมื่อมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้น ก็จะสวดพุทธคุณเสียงดัง สามีเมื่อได้ยินก็โกรธจัด ด่าว่าเธอเป็นคนโง่ที่เอ่ยสรรเสริญสมณะหัวล้านนั้นอยู่เสมอ เพื่อระบายความโกรธ สามีบอกว่าจะไปท้าพระพุทธเจ้าให้แพ้ โดยจัดการโต้วาทะ ภรรยาท้าทายให้ลองทำดู แล้วจะรู้ว่าใครแพ้ใครชนะ เขาจึงไปหาพระพุทธเจ้าและเริ่มโต้วาทะด้วยการตั้งคำถามคมกริบเพื่อไม่ให้พระองค์ตอบได้ แต่เขาคิดผิดมหันต์ ไม่มีคำถามใดที่พระพุทธเจ้าตอบไม่ได้กระจ่าง ตั้งแต่นั้นเขาก็เลื่อมใสยิ่ง ขอบวช ไม่นานก็ได้เป็นพระอรหันต์ แล้วน้องชายคนถัดมา พอทราบว่าพี่ชายบวชแล้ว ก็มาด่าพระพุทธเจ้า และได้บวชเช่นกัน น้องชายสองคนสุดท้องก็เหมือนกัน รวมสี่พี่น้องที่แรกด่าพระพุทธเจ้าสารพัด ต่างถูกพระพุทธเจ้าทรงโปรดให้บวชทั้งหมด และสุดท้ายได้เป็นพระอรหันต์ ภิกษุทั้งหลายสนทนากันถึงขันติธรรมอันสูงสุดของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เพราะเรามีเมตตาขันติ เพราะเราไม่ทำผิดในโลกที่เต็มไปด้วยโทษ เราจึงเป็นที่พึ่งที่แท้จริงของสรรพสัตว์" (จบการเล่าเรื่องโดยย่อ) ผู้ปฏิบัติขาดขันติธรรมย่อมสำเร็จยาก ตั้งแต่โบราณมาจนปัจจุบัน ตามคัมภีร์บันทึกไว้ ไม่มีบัณฑิตหรือผู้ทรงศีลผู้ใดสำเร็จกิจโดยไม่ผ่านการทดสอบความอดทน ขันติต้องเกิดจากจิตใจที่เปี่ยมด้วยกรุณาของผู้รู้จักรักสรรพสัตว์ อยากโน้มน้าวจิตผู้คน โพธิสัตว์ต้องฝึกฝนเตรียมพร้อมตนเองให้เต็มเปี่ยมด้วยพลังขันติ บนหนทางโลกและหนทางธรรม เพื่อให้กิจการสำเร็จผลดีดังใจ เราต้องเรียนแบบขันติธรรมของท่านผู้ทรงศีล และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิต จึงจะเกิดประโยชน์ใหญ่ เรื่องที่เล่ามาเป็นตัวอย่างชัดเจน พระพุทธเจ้าถูกพราหมณ์สี่พี่น้องด่าด้วยถ้อยคำรุนแรงเสียดแทง แต่องค์ทรงสงบนิ่งได้ เพราะเหตุใด ประการแรก พระพุทธเจ้าไม่มีกิเลสแล้ว หากเราพากเพียรละกิเลส เราก็จะได้พลังธรรมอันลึกซึ้งเช่นกัน ประการที่สอง พระเมตตาของพระพุทธเจ้าแผ่ไปทั่วสรรพสัตว์ ผู้ที่ยังหลงอยู่ในความมืด พระองค์ยิ่งทรงเอาใจใส่ช่วยเหลือมากกว่า พระพุทธองค์จึงตรัสตอบภิกษุว่า "เรามีเมตตาขันติ" ต้องมีจักษุคือเมตตาขันติเช่นนั้น จึงจะกรุณาช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ได้ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทรงมีจักษุคือ "เมตตาจักษุที่มองดูสรรพสัตว์" ด้วยจักษุนั้น พระองค์จึงสามารถปลอบโยนบรรเทาเสียงร้องคร่ำครวญของสัตว์โลกให้เบาบางลง ที่แน่ชัด มนุษยชาติปัจจุบันนี้ต้องการจักษุอันแจ่มใสซึ่งประกอบด้วยเมตตาขันตินั้นยิ่งนัก สรุปแล้ว ผู้ปฏิบัติต้องมี "กายขันติ วจีขันติ และมโนขันติ" กายขันติ คือ อดทนต่อสภาพอากาศร้อนหนาวไม่ปกติ หรือภัยพิบัติที่ก่อให้เกิดความอดอยาก เจ็บป่วย ถูกกดขี่ ด่าทอ ทำร้ายร่างกาย ฯลณ ทั้งหมดต้องอดทน วจีขันติ คือ รักษาปากเมื่อเผยถ้อยคำ เมื่อเจอสภาพการณ์ขัดใจ มีอุปสรรคมาทดสอบ กายถูกทำร้ายดังที่กล่าว ปากก็ไม่ควรกล่าวคำหยาบคาย แหลมคม หรือชั่วร้ายด่าผู้อื่นหรือสิ่งอื่น มโนขันติสำคัญยิ่ง บางครั้งกายและวาจาอดทน แต่ใจไม่อดทน กอดแค้นไว้ให้โตขึ้น นั่นเป็นภัยร้าย เมื่ออัดอั้นนานวัน กลายเป็น "หัวฝีภายใน" เมื่อแตกออกมา โอ๊ย! ผลที่ตามมาคาดเดาไม่ได้! เพราะฉะนั้น ผู้ฉลาดในการปฏิบัติธรรมต้องตั้งขันติที่ใจเป็นหลัก ต้องมีเมตตากรุณายินดีปล่อยวางทุกสิ่ง จึงจะหวังผลดีในการปฏิบัติได้
เซน AI ผู้ช่วย
ออนไลน์