ผู้ใดไม่มีความชั่วทางกาย วาจา ใจ สำรวมระวังทั้งสามทวาร ผู้นั้นเราเรียกว่า พราหมณ์
ผู้ใดไม่ทำชั่วด้วยกาย วาจา ใจ สำรวมในสามสถานนั้น เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์

คำอธิบายเชิงลึก

พระพุทธภาษิตนี้ตรัส ณ พระเชตวันวิหาร เกี่ยวกับพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี ตามเรื่อง ก่อนประกาศคารวธรรม พระพุทธองค์ตรัสอธิบายความหมายแห่งคารวธรรมเป็นส่วนพระองค์แก่พระนางผู้เป็นพระป้าพระนางปฏิบัติตามพระพุทธดำรัส และได้รับอนุญาตให้เข้าสู่สงฆ์ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเกิดการพูดเป็นข่าวในหมู่สงฆ์ เขาเข้าใจว่าพระนางอุปสมบทเองโดยไม่มีพระอุปัชฌาย์ ได้ยินดังนั้นภิกษุณีอื่นจึงไม่พอใจ ไม่ยอมทำอุโบสถและไม่ยอมทำปวารณาร่วมกับพระนาง กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบ พระองค์ตรัสว่า "เราตถาคตให้คารวธรรมแก่พระนาง เราคือพระอุปัชฌาย์ คือพระศาสดาของพระนาง ผู้ละบาปได้แล้วทั้งทางกาย วาจา ใจ พ้นแล้วจากความกำหนัด ไม่ควรเก็บความไม่พอใจไว้" (จบการเล่าเรื่องโดยย่อ) เจตนาของคาถานี้ เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงเตือนเรื่องการปฏิบัติที่สามประการคือ กาย วาจา ใจ ในคาถาก่อนๆ พระองค์ทรงยกขึ้นแสดงเนืองๆ ทำไมจึงทรงเน้นหลายครั้งนัก เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการปฏิบัติ แม้จะปฏิบัติธรรมใด หากไม่รักษาสามประการนี้ ก็ถือว่าการปฏิบัตินั้นเป็นเพียงศูนย์ เพราะเป็นรากฐานของความพ้นทุกข์ พระองค์จึงตรัสซ้ำให้เราจำและพยายามปฏิบัติ ขอทบทวนสักเล็กน้อย สามประการมีสองด้านคือ "ด้านลบและด้านบวก" ด้านลบคือป้องกันไม่ให้ทำผิด กายประการ รักษาสามข้อ ๑ ไม่ฆ่าสัตว์ โดยเฉพาะมนุษย์ ๒ ไม่ลักทรัพย์ ๓ ไม่ทำผิดในกาม วาจา รักษาสี่ข้อ ๑ ไม่พูดเท็จ ๒ ไม่พูดหยาบ ๓ ไม่พูดส่อเสียด ๔ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ใจ ได้แก่ โลภ โกรธ หลง นั่นเป็นเพียง "ห้ามชั่ว" ยังมิได้ "ทำดี" เป็นเพียงด้านลบยังไม่ใช่ด้านบวก ด้านบวกคือต้องทำความดี ไม่เพียงไม่ฆ่าสัตว์ ยังต้องหาทางปกป้องช่วยให้สัตว์อยู่อย่างปลอดภัย ไม่ต้องหวาดกลัว ต่อทรัพย์สิน ไม่เพียงไม่ลักขโมย ยังต้องปกป้องทรัพย์ของผู้อื่น และช่วยเหลือเกื้อกูลแก่คนพิการ ทุกข์ยาก หิวโหย ต่อกายเรา ต้องรู้จักใช้ร่างกายนี้ทำประโยชน์แก่ตนและสังคม ต่อใจ ต้องตัดความคิดชั่วร้าย ไม่เพียงตัดเท่านั้น ยังต้องเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ชั่วเป็นดี เพียงปฏิบัติสามประการนี้ทั้งสองด้านโดยสม่ำเสมอ ก็จะถึงนิพพานอันสงบในโลกนี้ นั่นคือสุขที่แท้จริง จากเรื่องที่เล่า เห็นว่ามีความเข้าใจผิดในหมู่สงฆ์ก่อเกิดความสงสัย ความสงสัยใดๆ ก็เป็นอุปสรรคใหญ่หลวงในการปฏิบัติ แทนที่จะสอบสวนให้กระจ่าง กลับสงสัยแล้วไม่ยอมทำอุโบสถและปวารณาร่วมกับพระนางมหาปชาบดี นี่เป็นบทเรียนให้หมู่สงฆ์ยึดเป็นเยี่ยงอย่าง จนพระพุทธเจ้าตรัสอธิบายจึงคลายความสงสัย อยู่รวมกัน โดยเฉพาะในหมู่คณะปฏิบัติ ควรเว้นความสงสัยอย่างไร้เหตุผล เพราะจะก่อให้เกิดความไม่สามัคคี ไม่ชำนาญก็จะนำไปสู่ความขัดแย้ง แตกแยก ระแวง ดีไม่ดีต่อกัน

🌿

เซน AI ผู้ช่วย

ออนไลน์

ยินดีต้อนรับ คาถาที่ 391 ฉันคือเซน AI ผู้ช่วยของคุณที่จะช่วยคุณไตร่ตรองบทนี้ คุณมีคำถามหรือต้องการค้นหาความหมายเพิ่มเติมหรือไม่?