คำอธิบายเชิงลึก
พระพุทธภาษิตนี้ตรัส ณ ปราสาทของนางมิคารมารดา เกี่ยวกับพระอานนท์เถระ ตามเรื่อง ในวันปวารณา พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จมาพระวิหาร ทรงเครื่องประดับด้วยแก้วแหวนเงินทองรุ่งเรือง ครั้งนั้น พระกาฬุทายีเถระเข้าสมาธิ ร่างกายเปล่งรัศมีปีติ สว่างดังทองคำ ดวงอาทิตย์ใกล้ตก ดวงจันทร์กำลังขึ้น พระอานนท์เถระมองเห็นแสงจันทร์ส่องกระทบแก้วแหวนของพระราชา และรัศมีรอบพระกาฬุทายี แต่เมื่อทอดพระเนตรพระพุทธเจ้า รัศมีจากพระวรกายของพระองค์สว่างกว่าทั้งหมด เห็นดังนั้นพระอานนท์จึงเข้าไปทูลว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาค วันนี้ข้าพระองค์เห็นแสงสว่างของสิ่งเหล่านั้น มีแต่รัศมีของพระองค์เท่านั้นที่ทำให้ข้าพระองค์พอใจ เพราะพระวรกายของพระองค์เปล่งรัศมีรุ่งเรืองกว่าสิ่งอื่นทั้งปวง" พระพุทธเจ้าตรัสว่า "อานนท์ ดวงอาทิตย์ส่องสว่างกลางวัน ดวงจันทร์ส่องสว่างกลางคืน พระราชาส่องสว่างด้วยเครื่องประดับ พระอรหันต์ส่องสว่างด้วยสมาธิ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าส่องสว่างทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน รุ่งเรืองกว่าห้าเท่า" (จบการเล่าเรื่องโดยย่อ) คาถาข้างต้น พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบแสงสว่างต่างๆ แล้วสรุปที่แสงสว่างของพระพุทธองค์ แสงอาทิตย์ แสงจันทร์ เป็นแสงภายนอก แม้สว่างทั่ว ก็ยังมีขอบเขต แสงอาวุธและแสงเครื่องประดับของพระราชา ก็เป็นแสงสว่างแห่งวัตถุไม่สำคัญ แสงที่แผ่ออกมาด้วยอานุภาพสมาธิ มีพลังภายในลึกซึ้ง ละกิเลส เกิดปัญญาของพระอรหันต์ แต่เมื่อเทียบกับแสงที่แผ่ออกมาจากพระพุทธองค์ ไม่มีอะไรเทียบได้ รัศมีของพระพุทธองค์สว่างไสวทั่วทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่มีขอบเขต ได้แก่ แสงแห่งศีล แห่งปัญญา แห่งเมตตา แห่งฤทธิ์ เป็นต้น พระศีลของพระพุทธองค์มีอานุภาพสว่างไสวกลบเกลื่อนสิ่งไม่ดี พระคุณของพระองค์มีอานุภาพกลบเกลื่อนความชั่ว แสงแห่งปัญญากลบเกลื่อนอวิชชา และอานุภาพแห่งความประพฤติชอบกลบเกลื่อนสิ่งที่ผิด แสงสว่างของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทำให้พระอานนท์เถระพอใจ
เซน AI ผู้ช่วย
ออนไลน์