คำอธิบายเชิงลึก
พระพุทธภาษิตนี้ตรัส ณ พระเชตวันวิหาร เกี่ยวกับภิกษุรูปหนึ่ง ตามเรื่อง "พราหมณ์คนหนึ่งบวชกับอาจารย์อื่น ไม่ใช่พระพุทธเจ้า แล้วคิดว่า 'สมณะโคดมเรียกลูกศิษย์ว่าภิกษุ เราก็น่าจะได้ชื่อนั้น' เขาจึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ากล่าวเรื่องนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า 'เราไม่เรียกใครว่าภิกษุด้วยเหตุที่ท่านกล่าว เราย่อมเรียกผู้ละอาสวะและกิเลสได้แล้ว ว่าผู้บรรพชา'" (คัดจาก คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา เล่ม ๓ หน้า ๓๓๐) ในคาถานี้ พระพุทธองค์ทรงชี้ข้อสามข้อชัดเจน: ๑. "ละบาปกรรมทั้งปวง เรียกว่าพราหมณ์" กล่าวคือ ทรงอาศัยคุณสมบัติการปฏิบัติ มิใช่ฐานันดรหรือชื่อ แม้ชื่อจะใหญ่โตเพียงใด แต่ศีลธรรมไม่ดี ชื่อนั้นก็เปล่า เป็นเรื่องล้อเล่น หลอกตาเขาเท่านั้น ผู้ปฏิบัติจริงไม่ต้องการรูปแบบ แต่ต้องการเนื้อหาที่มีคุณภาพสูงคือ คุณภาพศีล การละกิเลส และชีวิตสงบสุข ๒. "ผู้มีกายวาจาบริสุทธิ์ เรียกว่าสมณะ" ในพระสูตรสี่สิบสองตอน ตอนแรกมีข้อความว่า "บรรดาผู้ที่ละทิ้งบิดามารดาออกบวช รู้แจ้งในจิตตนเอง หยั่งทราบสภาพเดิมของตน รู้แจ้งธรรมอันไม่ปรุงแต่ง เรียกว่าสมณะ มักรักษาศีล ๒๕๐ ข้อ ดำเนินชีวิตบริสุทธิ์ ปฏิบัติอริยสัจสี่ ถึงความเป็นพระอรหันต์..." และในพระสูตรเดียวกัน ตอนที่สาม ตรัสว่า "โกนผมหนวดเป็นสมณะ คือผู้รับเอาพระธรรม ต้องละทิ้งทรัพย์สินทางโลก มุ่งหมายแค่พอเพียง กลางวันฉันหนเดียว กลางคืนนอนใต้ต้นไม้เดียว ระวังไม่กลับไปอีก รู้ว่า สิ่งที่ทำให้คนเขลา คือความรักและความใคร่" จากพระสูตรข้างต้น พระพุทธองค์ตรัสชัดถึงวัตรปฏิบัติของสมณะ วัตรปฏิบัติของสมณะ ภายในต้องรู้แจ้งแหล่งจิต ภายนอกต้องรักษาศีลและความสง่างาม ทั้งภายในภายนอกบริสุทธิ์ จึงจะสมชื่อสมณะ ๓. "ปราศจากธุลี คือกิเลส เรียกว่าผู้บรรพชา" ในพระดำรัสนี้ควรสนใจคำว่า "ธุลี" ธุลีหมายถึงความโสโครกไม่สะอาด ผู้บรรพชาต้องละสองสิ่งโสโครกสำคัญคือ "กิเลสและชีวิต" เพราะละกิเลส จิตจึงสงบ เพราะจิตสงบ ชีวิตจึงสดชื่นเป็นสุข ชีวิต หมายถึง ผู้บรรพชาไม่ควรเลี้ยงชีพด้วยอาชีพที่ไม่ชอบ ดังในพระสูตรมรณกรรม พระพุทธองค์ตรัสชัดถึงอาชีพเลี้ยงชีพที่ไม่ชอบ เช่น ค้าขาย ทรงคน ดูหมอ ทำนายเสี่ยงทาย ทำผงทำน้ำมัน เป็นต้น พระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้บรรพชาไม่ควรทำสิ่งเหล่านั้น เพราะขัดต่อปฏิญาณของผู้บรรพชา
เซน AI ผู้ช่วย
ออนไลน์