คำอธิบายเชิงลึก
พระพุทธภาษิตนี้ตรัส ณ พระเชตวันวิหาร เกี่ยวกับพราหมณ์คนหนึ่ง ตามเรื่อง "วันหนึ่งพราหมณ์คนหนึ่งคิด 'พระพุทธเจ้าเรียกลูกศิษย์ว่าพราหมณ์ ส่วนเราก็เกิดในตระกูลพราหมณ์ เราก็น่าจะได้ชื่อนั้น' คิดดังนั้นแล้วจึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ากล่าวเรื่องนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า 'เราไม่เรียกใครว่าพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด เราย่อมเรียกผู้ที่บรรลุพระอรหันต์ว่าพราหมณ์'" (คัดจาก คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา เล่ม ๓ หน้า ๓๒๗) คาถานี้พระพุทธองค์ทรงเน้นอีกครั้งถึงการปฏิบัติสมาธิ เพราะสมาธิเป็นประตูสำคัญสู่บ้านแห่งการตรัสรู้และพ้นทุกข์ พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแม้จะปรากฏเป็นพันๆ ลักษณะ มี无量法門 无量方便 แต่สรุปก็ไม่พ้นสองคำว่า "ฌาน" ฌานแปลว่า การเพ่ง หรือ การกำหนด กำหนดคือสมาธิ เพ่งคือปัญญา สมาธิและปัญญาเป็นหลักปฏิบัติสองอย่างที่บรรพชนฝ่ายพุทธปฏิบัติสืบต่อกันมา ไม่มีทางอื่น ไม่ว่าจะปฏิบัติแบบ显หรือแบบ密 แบบ淨หรือแบบ禪 แบบคันถธุระหรือแบบวิปัสสนา ล้วนต้องผ่านทางนี้ อุบายปฏิบัติแต่ละแบบลึกตื้นมีลักษณะมีไม่มีต่างกัน แต่ที่สุดก็ต้องถึงสมาธิและปัญญา ถ้าพ้นนอกเหนือจากนี้ แสดงว่าปฏิบัติผิด ย่อมตกในมิจฉาทิฏฐิ พูดเคร่งก็คือไม่ใช่การปฏิบัติตามพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงใช้ปัญญาสมาธิอันลึกซึ้งปราบมารและบรรลุธรรม ผู้ปฏิบัติอยากละกิเลสอาสวะ หนทางเดียวคือต้องตั้งมั่นในสมาธิ สมาธิมีอานุภาพละนิวรณ์ห้า (กามฉันท์ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา) นำผู้ปฏิบัติสู่พระนิพพานได้เร็ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ปฏิบัติได้ดังนั้นจึงสมควรเรียกว่าพราหมณ์
เซน AI ผู้ช่วย
ออนไลน์