คำอธิบายเชิงลึก
พระธรรมบทนี้พระพุทธเจ้าตรัสเกี่ยวกับอุปกอาชีวกผู้เป็นนักบวชชีเปลือย หลังจากตรัสรู้ใต้ต้นโพธิ์ พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นั่นเจ็ดสัปดาห์ แล้วเสด็จไปยังพาราณสีเป็นระยะทางสิบแปดไมล์เพื่อโปรดปฐมเทศนา ระหว่างทางทรงพบนักบวชชีเปลือกผู้หนึ่งชื่ออุปกะ ถามว่า "ท่านผู้มีอายุ ท่านมีอินทรีย์สงบ ผิวพรรณผ่องใส ท่านออกบวชสำนักใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน ท่านนับถือธรรมของใคร" พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า "ตถาคตไม่มีอาจารย์ผู้ให้บรรพชา และไม่มีอาจารย์ผู้สอน" แล้วตรัสพระธรรมบทนี้ อุปกะไม่แสดงอาการพอใจหรือไม่พอใจ เพียงแต่ส่ายหน้า ทำปากจู๋จี๋ แล้วหักเลี้ยวไปทางอื่นสู่ที่พักของนายพราน พระพุทธเจ้าคือผู้ตื่นแล้ว ผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิชิตมารทั้งปวง ในพระพุทธศาสนามักกล่าวถึงมารสี่ประการ คือ กิเลสมาร ขันธมาร มัจจุมาร และเทวปุตตมาร กล่าวโดยย่อคือ มารภายในและมารภายนอก มารทั้งหมดนี้พระองค์ทรงพิชิตแล้ว จึงตรัสว่า "เราเป็นผู้ชนะแล้ว" พระพุทธเจ้ายังมีพระนามว่าสัมมาสัมพุทธะ หรือ สัพพัญญู แปลว่าทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่พระองค์ไม่รู้ ไม่ทรงทราบถึงเหตุแห่งต้นตอ จึงตรัสว่า "เราเป็นผู้รู้แล้ว" เมื่อทรงพิชิตอวิชชาและกิเลสทั้งปวงแล้ว พระองค์จึงไม่ทรงติดข้องในธรรมอันใด จึงตรัสว่า "แต่เราไม่ติดในสิ่งที่ชนะแล้วและรู้แล้ว" เพราะการติดคือการพัวพันกับอารมณ์ ถ้ายังพัวพันอยู่จะเรียกว่าพระพุทธเจ้าได้อย่างไร ชีวิตของพระพุทธเจ้าจึงเต็มไปด้วยอิสรภาพ ทรงเป็นไท พ้นแล้ว ตรัสว่า "เราเสียทุกสิ่งเพราะความสิ้นไปแห่งตัณหา เราหมดอาสวะแล้วรู้แจ้งด้วยตนเอง ผู้อื่นใดเล่าจะเป็นครูของเรา" พระดำรัสนี้เป็นการชี้ชัดถึง "ปัญญาที่ไม่มีครู คือรู้ได้เอง" ในพระสูตรมักกล่าวถึงปัญญาสองอย่าง คือ ปัญญาที่มีครู และปัญญาที่ไม่มีครู ปัญญาที่มีครูคือปัญญาที่ยังต้องพึ่งอาศัยอาจารย์เพื่อเรียนรู้ ได้จากการศึกษาจึงเกิดปัญญาแบบมีอาสวะ มีขอบเขตจำกัด ปัญญาที่ไม่มีครูคือปัญญาที่มีอยู่แล้ว เป็นอีกชื่อหนึ่งของพระพุทธธรรมชาติหรือพระธรรมกาย เพราะเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว หลังจากชำระล้างกิเลสอาสวะได้หมดสิ้นแล้ว ปัญญานี้ก็ปรากฏ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าไม่ต้องพึ่งครูอาจารย์ชี้สอน ทรงดำรงชีวิตอย่างสมบูรณ์ด้วยพระปัญญาอันผ่องใสนั้น จึงทรงได้รับการถวายพระนามว่าพระพุทธเจ้า หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เซน AI ผู้ช่วย
ออนไลน์