คนเราเมื่อยังหนุ่มแน่น แข็งแรงแต่เกียจคร้าน ไม่ขยันในเวลาที่ควรขยัน มีความคิดตกต่ำ คนเกียจคร้านเฉื่อยชาเช่นนี้ ย่อมไม่พบทางแห่งปัญญา
เมื่อถึงเวลาควรพากเพียรกลับไม่พากเพียร หนุ่มแน่นแข็งแรงกลับเกียจคร้าน จิตใจอ่อนแอหดหู่ คนเกียจคร้านเช่นนั้นจะมีปัญญาตรัสรู้ได้อย่างไร!

คำอธิบายเชิงลึก

พระคาถานี้พระพุทธเจ้าตรัสที่วัดเชตวัน เกี่ยวกับพระปธานกัมมิกติสสเถระ ตามเรื่องเล่า มีชายหนุ่มห้าร้อยคนจากเมืองสาวัตถีออกบวชตามพระพุทธเจ้า ได้รับกัมมัฏฐานจากพระพุทธเจ้าแล้วเข้าไปในป่า ในจำนวนนั้นมีภิกษุรูปหนึ่งเกียจคร้านไม่ขวนขวายปฏิบัติ ส่วนรูปอื่นๆพากเพียรพยายาม ผลที่สุดก็ได้บรรลุอรหันต์ ส่วนพระติสสะเพราะความเกียจคร้านไม่ได้บรรลุอะไร ต่อมาภิกษุเหล่านั้นกลับมา ณ พระเชตวัน กราบทูลพระพุทธเจ้าเรื่องผลที่บรรลุ ระหว่างทางกลับขณะบิณฑบาตผ่านหมู่บ้านห่างจากเมืองสาวัตถีหนึ่งโยชน์ มีอุบาสกนิมนต์ให้ไปรับบิณฑบาตที่บ้านในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายรับคำ กลับถึงวัดแล้วพระพุทธเจ้าตรัสถามถึงผลที่บรรลุ ทุกรูปดีใจ ยกเว้นพระติสสะไม่ดีใจเพราะยังไม่ได้บรรลุ จึงตั้งใจว่า วันนี้เราจะพากเพียรเจริญสมาธิให้ได้ แล้วพระพุทธเจ้าจะตรัสกับเรา ขณะนั้นภิกษุเหล่าอื่นทูลเรื่องนิมนต์ที่จะไปในวันพรุ่งนี้ คืนนั้นพระติสสะเดินจงกรมไม่ได้นอน จนกระทั่งง่วงจัดเดินสะดุดเตียงหินขาหักต้องร้องด้วยความเจ็บปวด ภิกษุเหล่าอื่นพากันดูแลรักษาพระติสสะจึงไม่ได้ไปรับบิณฑบาตตามนัด เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องจึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ผู้ไม่ลุกขึ้นในเวลา อันควร มีกำลังใจอ่อนแอ และเกียจคร้าน ผู้นั้นย่อมไม่เจริญสมาธิและบรรลุพระอริยผลได้เลย" ด้วยเหตุดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสพระคาถานี้

🌿

เซน AI ผู้ช่วย

ออนไลน์

ยินดีต้อนรับ คาถาที่ 280 ฉันคือเซน AI ผู้ช่วยของคุณที่จะช่วยคุณไตร่ตรองบทนี้ คุณมีคำถามหรือต้องการค้นหาความหมายเพิ่มเติมหรือไม่?