คำอธิบายเชิงลึก
พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมบทนี้ ณ พระวิหารเชตวัน เกี่ยวกับพราหมณ์คนหนึ่ง ตามเนื้อเรื่อง วันหนึ่งพราหมณ์เห็นพระภิกษุทั้งหลายยืนห่มจีวรในบริเวณที่มีหญ้ารกสูง ทำให้ชายจีวรลากไปตามพื้นหญ้าและเปียกน้ำค้าง เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงช่วยถากถางหญ้าบริเวณนั้นให้โล่ง เตียน ต่อมาเขามาตรวจดูอีกครั้ง พบว่าชายจีวรของพระภิกษุต้องฝุ่นละอองจากพื้นดิน จึงนำทรายมาเกลี่ยให้เรียบสะอาด วันต่อมาอากาศร้อนจัด เขาเห็นพระภิกษุเหงื่อไหลขณะห่มจีวร จึงคิดสร้างศาลาพำนักชั่วคราว และในเวลาต่อมาเมื่อเห็นพระภิกษุเปียกฝน จึงตัดสินใจสร้างอาคารที่ถาวร เมื่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว เขาได้กราบทูลเชิญพระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์มาฉันภัตตาหารเพื่อฉลองอาคาร และได้กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า 'ดูก่อนพราหมณ์ ผู้มีปัญญาเมื่อทำความดีก็ย่อมทำไปตามลำดับ ทำไปทีละน้อย ทุกๆ ขณะ เพื่อขจัดกรรมอันลามกของตนให้หมดไป'
การทำความดีหรือการปฏิบัติธรรมนั้น เราต้องรู้จักสะสมบุญบารมีไปตามเหตุปัจจัยทีละเล็กทีละน้อย ความดีแม้เพียงเล็กน้อยแต่สำหรับผู้ฉลาดในการสั่งสมย่อมไม่ละเลย ดุจหยดน้ำทีละหยดที่สามารถทำให้น้ำเต็มเหยือกได้ พราหมณ์ผู้นี้ทำความดีโดยไม่หวังลาภยศสรรเสริญหรือป่าวประกาศ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงยกย่องว่าเป็นวิสัยของผู้มีปัญญา ในทางปฏิบัติเราต้องใช้ปัญญาและพลังแห่งสติเพื่อควบคุมและแปรเปลี่ยนกิเลสภายในใจ เช่น ความโกรธ ความโกรธไม่ใช่สิ่งภายนอกแต่เป็นส่วนหนึ่งของจิต เปรียบเสมือนคลื่นที่เป็นอาการของน้ำ พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบกับการที่ช่างเงินผู้ขยันหมั่นเพียรคอยซัดแยกตะกรันออกจากเนื้อเงินบริสุทธิ์ ซึ่งต้องอาศัยความเพียร เครื่องมือ (เช่น ลมหายใจหรือคำบริกรรม) และวิธีการที่ถูกต้อง เมื่อสติเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ จิตย่อมสงบตั้งมั่น ไม่ตกไปในบ่วงของอดีตและอนาคต และเข้าถึงความสงบเย็นแห่งนิพพานในที่สุด
เซน AI ผู้ช่วย
ออนไลน์