ผู้ใดยับยั้งความโกรธที่เกิดขึ้นได้ทันที เหมือนสารถีหยุดรถที่กำลังแล่นไว้ได้ ผู้นั้นไซร้เราเรียกว่า "สารถี" ส่วนคนนอกนี้ได้ชื่อเพียง "ผู้ถือเชือก"
ผู้ใดระงับความโกรธที่เกิดขึ้นได้ ดุจสารถีหยุดรถที่กำลังแล่นไปได้ ผู้นั้นเราเรียกว่าเป็นผู้บังคับรถที่แท้จริง ส่วนคนอื่นนั้นเป็นเพียงผู้ถือบังเหียนไว้เท่านั้น
คำอธิบายเชิงลึก
พระธรรมเทศนานี้แสดง ณ วัดอัคคาลวะ เกี่ยวกับภิกษุรูปหนึ่งที่ตัดต้นไม้เพื่อสร้างกุฏิโดยไม่เจตนาทำให้บุตรของรุกขเทวดาได้รับบาดเจ็บ รุกขเทวดาโกรธแค้นคิดจะทำร้ายภิกษุ แต่ได้สติว่าหากฆ่าพระภิกษุตนจะตกนรก จึงไปกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญรุกขเทวดาที่ระงับความโกรธได้ดั่งสารถีผู้บังคับรถที่กำลังแล่นเร็ว เมื่อได้ฟังธรรม รุกขเทวดาก็บรรลุโสดาบัน พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุตัดต้นไม้ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเอาชนะความโกรธที่กำลังพลุ่งพล่านไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ที่สามารถหยุดความโกรธได้ทันท่วงทีเปรียบเสมือนสารถีผู้เชี่ยวชาญ การฝึกเจริญเมตตาและมีสติรู้เท่าทันอารมณ์คือเบรกสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้เราก่อกรรมชั่วร้ายจากการขาดสติ
สวัสดีค่ะ TU เข้าใจว่าคุณต้องการทำความเข้าใจความหมายของพระธรรมบทในบทที่ 17 ข้อ 222 นี้
พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบผู้ที่สามารถระงับความโกรธที่เกิดขึ้นได้ทันที เหมือนสารถีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถหยุดรถที่กำลังแล่นเร็วได้ทันท่วงที บุคคลเช่นนี้คือ "สารถี" ที่แท้จริง เพราะเขาสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ส่วนคนที่ไม่สามารถควบคุมความโกรธได้นั้น เปรียบเสมือนเพียง "ผู้ถือเชือก" ที่ไม่สามารถบังคับรถให้หยุดได้จริง
เรื่องราวของรุกขเทวดาที่ระงับความโกรธได้เมื่อคิดจะทำร้ายพระภิกษุ แสดงให้เห็นว่าการเอาชนะความโกรธที่พลุ่งพล่านไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยป้องกันไม่ให้เราก่อกรรมชั่วร้าย การฝึกเจริญเมตตาและมีสติรู้เท่าทันอารมณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมความโกรธ
คุณคิดว่าการฝึกสติและเมตตาจะช่วยให้คุณเป็น "สารถี" ที่ควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้นได้อย่างไรคะ