ที่ใดมีความใคร่ ที่นั่นมีโศก ที่ใดมีความใคร่ ที่นั่นมีภัย เมื่อไม่มีความใคร่เสียแล้ว โศก ภัย ก็ไม่มี
ความเศร้าโศกเกิดมาจากความกำหนัดยินดี ความกลัวเกิดมาจากความกำหนัดยินดี สำหรับผู้ที่ปราศจากความกำหนัดยินดีโดยสิ้นเชิงแล้ว ย่อมไม่มีความเศร้าโศก แล้วความกลัวจะมีมาจากไหน
คำอธิบายเชิงลึก
พระธรรมบทนี้พระพุทธองค์ทรงแสดงที่วัดเชตวันมหาวิหาร เกี่ยวกับชายหนุ่มชื่อ อนิฏฐิคันธกุมาร ผู้ไม่สนใจเรื่องการแต่งงาน เขาจึงสั่งทำรูปปั้นทองคำหญิงสาวที่งดงามมากเพื่อใช้เป็นข้ออ้างปฏิเสธการแต่งงาน โดยบอกพ่อแม่ว่าจะแต่งงานกับคนที่มีความงามเหมือนรูปปั้นนี้เท่านั้น พ่อแม่ของเขาได้พบหญิงสาวคนหนึ่งที่งดงามยิ่งกว่ารูปปั้น แต่เธอกลับเสียชีวิตเสียก่อนที่เขาจะได้พบ ความหวังที่พังทลายทำให้เขาทุกข์ใจอย่างแสนสาหัส พระพุทธองค์จึงเสด็จมาโปรดและทรงสอนว่า ความเศร้าโศกและความกลัวทั้งปวงล้วนเกิดจากความกำหนัดยินดี (กามราคะ) เมื่อกุมารได้ฟังธรรมก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน เรื่องนี้เตือนให้เห็นว่ากิเลสและความอยากอันแรงกล้าเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ การตัดความยึดติดในกามคุณทั้งปวงได้เท่านั้น จึงจะนำไปสู่ความสงบและหลุดพ้นจากความกลัวอย่างแท้จริง
สวัสดีค่ะ TU เข้าใจว่าคุณต้องการความหมายของพระธรรมบทนี้
พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ความเศร้าโศกและความกลัวทั้งปวงล้วนเกิดจากความกำหนัดยินดี หรือความใคร่ในสิ่งต่างๆ เช่น ความงาม ความสุขทางกามารมณ์ เหมือนเรื่องของอนิฏฐิคันธกุมารที่ยึดติดในความงามของหญิงสาว เมื่อความหวังไม่เป็นไปตามที่ปรารถนา เขาก็ประสบกับความทุกข์อย่างแสนสาหัส
เมื่อเราปราศจากความใคร่ ความยึดติดในสิ่งเหล่านั้น ความเศร้าโศกและความกลัวก็ย่อมไม่มี เพราะไม่มีสิ่งใดให้ยึดติดและเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ การละความใคร่จึงนำไปสู่ความสงบและพ้นจากภัยทั้งปวง
คุณเห็นความเชื่อมโยงระหว่างความใคร่กับความทุกข์ในชีวิตประจำวันของคุณอย่างไรบ้างคะ?