ไม่พึงดูหมิ่นลาภของตน ไม่พึงริษยาลาภคนอื่น เมื่อภิกษุมัวริษยาลาภคนอื่น ใจย่อมไม่เป็นสมาธิ
บุคคลไม่พึงดูหมิ่นสิ่งที่ตนได้แล้ว ไม่พึงอิจฉาในสิ่งที่ผู้อื่นได้ ภิกษุใดอิจฉาในสิ่งที่ผู้อื่นได้ ผู้นั้นย่อมไม่ถึงซึ่งสมาธิ

คำอธิบายเชิงลึก

พระพุทธภาษิตทั้งสองคาถานี้ตรัส ณ พระเวฬุวันวิหาร เกี่ยวกับภิกษุรูปหนึ่งที่หลงออกจากหมู่คณะ ภิกษุรูปหนึ่งได้แยกจากสงฆ์ไปเป็นมิตรสนิทกับภิกษุในกลุ่มของเทวทัต ไปพักอยู่หลายวัน ภิกษุอื่นทูลฟ้องพระพุทธเจ้าว่าท่านเข้าร่วมกับกลุ่มเทวทัตเพราะความโลภในลาภสักการะ พระพุทธองค์ตรัสถาม ท่านรับว่าตามนั้นแต่ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของเทวทัต พระพุทธองค์ตรัสว่าแม้ไม่ตามมิจฉาทิฏฐิ แต่จุดยืนไม่มั่นคง หวั่นไหวง่าย แล้วทรงเล่าเรื่องช้าง Damsel-Face ที่เชื่อง แต่เมื่อฟังคำพูดหยาบคายของโจรกลับกลายเป็นดุร้าย ต่อมากลับมาเชื่องอีกเพราะฟังพราหมณ์สนทนาธรรม ช้างนั้นคือภิกษุผู้นี้ พระพุทธองค์ตรัสสรุปว่า 'ภิกษุพึงยินดีในสิ่งที่ตนได้ อย่าโลภในสิ่งที่ผู้อื่นมี ถ้าโลภจะไม่ได้สมาธิ ปัญญา หรือมรรคผล ถ้ายินดีในสิ่งที่มีอยู่ ก็จะมีทุกสิ่ง' แล้วตรัสคาถาทั้งสองนี้ สอนว่าไม่ควรดูหมิ่นสิ่งที่ตนได้ หรืออิจฉาความได้ของผู้อื่น

🌿

เซน AI ผู้ช่วย

ออนไลน์

ยินดีต้อนรับ คาถาที่ 365 ฉันคือเซน AI ผู้ช่วยของคุณที่จะช่วยคุณไตร่ตรองบทนี้ คุณมีคำถามหรือต้องการค้นหาความหมายเพิ่มเติมหรือไม่?