ไม่ใช่เพราะพูดคล่อง ไม่ใช่เพราะมีผิวพรรณสวย ที่ทำให้คนเป็นคนดีได้ ถ้าหากเขายังมีความริษยา มีความตระหนี่ เจ้าเลห์ (เขาก็เป็นคนดีไม่ได้)
มิใช่เพราะความฉลาดพูดหรือเพราะรูปงามจะทำให้คนสำเร็จ ถ้าเขามีความริษยา ตระหนี่ และมารยา

คำอธิบายเชิงลึก

พระคาถาทั้งสองนี้พระพุทธเจ้าตรัสที่วัดเชตวัน เกี่ยวกับภิกษุหลายรูป ตามเรื่องเล่า "วันหนึ่ง พระเถระหลายรูปเห็นสามเณรและภิกษุหนุ่มปรนนิบัติอาจารย์ ย้อมจีวร ซักจีวร... ท่านทั้งหลายจึงพูดคุยกันว่า 'เราเป็นผู้สอนที่แตกฉาน กลับไม่ได้รับการดูแลเช่นนั้น บัดนี้เราจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พวกข้าพระองค์แตกฉานในพระธรรม ขอพระองค์โปรดบัญชาแก่ภิกษุใหม่และสามเณรว่า แม้จะเรียนคัมภีร์กับใครก็ตาม อย่าได้ทบทวนจนกว่าจะได้รับการสอนจากพระเถระเหล่านี้' ด้วยประการฉะนี้เราจะได้เกียรติและลาภสักการะ หลังจากปรึกษากันดังนั้น พระเถระทั้งหลายจึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลตามนั้น พระพุทธเจ้าทรงดำริว่า 'ในประเพณีแห่งศาสนาของเรา ย่อมมีสิทธิ์กล่าวได้ดังนั้น แต่พวกนี้คิดถึงแต่ประโยชน์ของตน' แล้วจึงตรัสว่า 'เราไม่ยกย่องพวกเธอว่าสำเร็จเพียงเพราะพูดจาคล่องแคล่ว แต่ผู้ใดที่กิเลสและธรรมชั่วทั้งปวงถูกทำลายด้วยผลแห่งมรรค ผู้นั้นแลจึงจะสำเร็จอย่างแท้จริง' ด้วยเหตุดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสพระคาถาทั้งสองนี้" (คัดจาก รวมนิทานธรรมบท เล่ม 3, เวียนเจี่ยว, น.91) จิตตสาธารณะสองประการคือ อิสสา (ความริษยา) และ มัจฉริยะ (ความตระหนี่) เป็นสองในยี่สิบสาธารณะฝ่ายกิเลส สภาพของมันเป็นอกุศล กิจของมันคือริษยา ไม่ยอมให้ใครเหนือกว่า เพราะอิจฉาผู้ที่เหนือกว่า จึงหาโอกาสทำร้ายทุกวิถีทาง จิตตสาธารณะคือความตระหนี่ มีสภาพตระหนี่ถี่เหนียว ขี้เหนียว ภายนอกแสร้งทำเป็นยากจนข้นแค้น แต่ภายในสะสมทรัพย์ไม่ยอมบริจาคใคร เพราะฉะนั้นจึงมีสุภาษิตว่า "ของตนเองก็กอบโกย ของผู้อื่นก็เอามาใส่เสื่อ" ด้วยความตระหนี่ถี่เหนียว ไม่ยอมเสียเงินแม้แต่สลึงเดียว พบใครก็ร่ำร้องคร่ำครวญเจ็บแสบ เขามีความสามารถในการแสดงละคร เพราะกลัวคนอื่นจะรู้ทรัพย์สินของตน ซึ่งอาจทำให้เสียหายได้ เพราะความตระหนี่จึงปิดบังทุกวิถีทาง แม้มีเงินทองมากมาย แต่เขาไม่เคยช่วยเหลือใคร ใจของเขาแข็งกระด้างต่อผู้ตกยากขัดสน ไม่เคยรู้จักเปิดหัวใจรักผู้อื่น ชีวิตของเขารู้จักแต่เงินและเงิน ด้วยเหตุดังนั้นใจของเขาจึงไม่เคยสงบสุข เพราะถุงความโลภไม่มีก้น เขาจึงไม่เคยรู้จักพอ มีหนึ่งก็อยากมีสิบ อยู่อย่างนั้นเรื่อยไป เขายุ่งกับงานทั้งวัน หมกมุ่นอยู่กับงาน อาชีพ เขาไม่ได้อยู่กับคนในครอบครัว อาหารค่ำในครอบครัวที่อบอุ่นบางครั้งก็ไม่มี การปรากฏตัวของเขามีแค่ตัวเลขกำไรขาดทุน บางครั้งก็เหวี่ยงวีนขุ่นมัว เขาไม่ได้อยู่กับคนรักด้วยความสดชื่น ไม่เคยรู้จักมอบของขวัญคือความสดชื่นนั้นให้แก่ครอบครัว ทั้งหมดนี้ก็เพราะความตระหนี่ ดังนั้นตัวเขาเองและครอบครัวจึงไม่มีวันได้พบความสุข ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าความร่ำรวยทรัพย์ทองมิใช่รากฐานของความสุข มีเศรษฐีมหาศาลมากมายที่ใช้ชีวิตด้วยความทุกข์ระทม เหี่ยวแห้ง โดดเดี่ยว ทั้งทางกายและทางใจ นั่นคือความจริงของชีวิต ในพระคาถาทั้งสองนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า ผู้ใดยังมีจิตใจกลับกลอกหลอกลวง อิสสาและมัจฉริยะ แม้ผู้นั้นจะพูดจาคล่องแคล่วเพียงใด หรือมีภายนอกเป็นคนดี มีศีล เนื้อแท้ภายในของเขาก็มีแต่ความโลภและการหลอกลวงเท่านั้น หากผู้ใดต้องการความสุขสงบแก่ตนเองและครอบครัว พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์ต่อตนเอง โดยละความตระหนี่ อิจฉาริษยา และโกรธแค้น เพื่อให้จิตใจปลอดโปร่งเบาสบาย แล้วชีวิตจึงจะมีความหมายอย่างแท้จริง มิฉะนั้นก็เป็นคนอยู่โดยเปล่าประโยชน์และตายโดยเปล่าประโยชน์เท่านั้น!

🌿

เซน AI ผู้ช่วย

ออนไลน์

ยินดีต้อนรับ คาถาที่ 262 ฉันคือเซน AI ผู้ช่วยของคุณที่จะช่วยคุณไตร่ตรองบทนี้ คุณมีคำถามหรือต้องการค้นหาความหมายเพิ่มเติมหรือไม่?