ผู้ที่เพ่งแต่โทษคนอื่น คอยจับผิดอยู่ตลอดเวลา เขาย่อมหนาด้วยกิเลสอาสวะ ไม่มีทางเลิกละมันได้
ผู้ใดคอยจ้องมองหาแต่ความผิดของผู้อื่น และเป็นผู้ที่คอยเพ่งโทษอยู่เสมอ กิเลสเครื่องเศร้าหมองของผู้นั้นย่อมเจริญขึ้น ผู้นั้นย่อมอยู่ห่างไกลจากความสิ้นไปแห่งกิเลส
คำอธิบายเชิงลึก
พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมบทนี้ ณ พระวิหารเชตวัน เกี่ยวกับพระภิกษุชื่อ 'อุทฌานสัญญี' ผู้มีนิสัยชอบเที่ยวเพ่งโทษและวิจารณ์ความประพฤติของภิกษุรูปอื่นอยู่เสมอ เมื่อพระภิกษุรูปอื่นกราบทูลพระพุทธองค์ พระองค์จึงทรงสอนว่าผู้ที่คอยจับผิดแต่เรื่องของคนอื่น ย่อมเป็นการเพิ่มกิเลสให้แก่ตนเอง เพราะความเพ่งโทษเป็นอุปสรรคต่อการฝึกสติและปัญญา พระพุทธองค์ทรงเตือนว่านิสัยนี้ไม่เพียงแต่จะสร้างความโกรธเคืองและทำลายความสงบทางจิตใจของตนเองเท่านั้น แต่ยังทำให้ห่างไกลจากหนทางแห่งการหลุดพ้นอีกด้วย การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงคือการหันกลับมาตรวจสอบความบกพร่องของตนเองผ่าน 'ศีล สมาธิ ปัญญา' การจับผิดผู้อื่นเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับวิถีของผู้แสวงหาความสงบ พระธรรมบทนี้จึงเป็นเครื่องเตือนสติให้เรามุ่งเน้นการขัดเกลาจิตใจตนเองมากกว่าการไปตัดสินผู้อื่น
สวัสดีค่ะ TU เข้าใจว่าคุณต้องการทำความเข้าใจพระธรรมบทนี้
พระธรรมบทที่ 253 นี้สอนว่า การที่เรามัวแต่เพ่งโทษและจับผิดผู้อื่นอยู่เสมอ จะทำให้กิเลสในใจของเราเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ และยากที่จะละทิ้งกิเลสเหล่านั้นได้
พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมบทนี้เพื่อเตือนสติพระภิกษุรูปหนึ่งที่ชอบวิจารณ์ผู้อื่น การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างความไม่สงบในใจตนเอง แต่ยังเป็นอุปสรรคต่อการฝึกสติและปัญญา ทำให้เราห่างไกลจากหนทางแห่งการหลุดพ้น
การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงคือการหันกลับมาพิจารณาความบกพร่องของตนเอง และมุ่งเน้นการขัดเกลาจิตใจของเราเองค่ะ
คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อได้อ่านคำอธิบายนี้?