ผู้ที่เคยประมาทในกาลก่อน แต่ภายหลังไม่ประมาท เขาย่อมส่องโลกนี้ให้สว่าง เหมือนพระจันทร์ที่พ้นจากเมฆ
ผู้ใดที่เคยประมาทแล้วภายหลังกลับมามีความเพียร ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เปรียบเสมือนดวงจันทร์ที่พ้นจากเมฆหมอก

คำอธิบายเชิงลึก

พระพุทธองค์ตรัสพระคาถานี้ที่วัดเชตวัน ปรารภเรื่องพระเถระชื่อ สัมมัญชานิ ผู้หมกมุ่นอยู่กับการทำความสะอาดจนละเลยการทำสมาธิ และได้ตำหนิพระเรวตะเถระที่เอาแต่นั่งนิ่งเฉย พระเรวตะเถระได้สอนเขาว่าความเพียรที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการกวาดล้างภายนอก แต่คือการทำสมาธิเพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากกิเลส เมื่อเข้าใจเช่นนั้น สัมมัญชานิเถระจึงหันมาเพียรปฏิบัติจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่า ผู้ใดที่เคยประมาทเลินเล่อแต่ภายหลังกลับมามีความเพียรพยายาม ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสวเหมือนดวงจันทร์ที่พ้นจากเมฆหมอก เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าในทางพุทธศาสนา ความเพียรที่แท้จริงคือการย้อนมองตนเองเพื่อกำจัดกิเลส การหมกมุ่นอยู่กับภารกิจภายนอกโดยปราศจากสติและการทำสมาธิ อาจถือเป็นการปล่อยปละละเลยทางจิตวิญญาณได้ ผู้ปฏิบัติจึงควรให้ความสำคัญกับการทำสมาธิควบคู่ไปกับการงานเพื่อความหลุดพ้น

🌿

เซน AI ผู้ช่วย

ออนไลน์

ยินดีต้อนรับ คาถาที่ 172 ฉันคือเซน AI ผู้ช่วยของคุณที่จะช่วยคุณไตร่ตรองบทนี้ คุณมีคำถามหรือต้องการค้นหาความหมายเพิ่มเติมหรือไม่?