คำอธิบายเชิงลึก
พระคาถาทั้งหกบทข้างต้น พระพุทธเจ้าทรงแสดงที่วัดเวฬุวัน เกี่ยวกับเด็กชายคนหนึ่งซึ่งเป็นบุตรของคนขายฟืน ตามเรื่องเล่าว่า ณ กรุงราชคฤห์ มีเด็กชายสองคน คนหนึ่งเป็นบุตรของครอบครัวชาวพุทธ อีกคนหนึ่งเป็นบุตรของครอบครัวเดียรถีย์ ทั้งสองมักเล่นลูกบอลด้วยกันอยู่เสมอ ด้วยความเคยชิน ทุกครั้งที่โยนลูกบอลขึ้น เด็กชาวพุทธมักเปล่งคำระลึกว่า “นโม พุทธายะ” ส่วนเด็กที่มาจากครอบครัวเดียรถีย์มักเปล่งว่า “นโม อรหันต์” ในการเล่น เด็กชาวพุทธมักเป็นฝ่ายชนะ ส่วนเด็กอีกคนมักแพ้ จึงรู้สึกขัดใจและสังเกตว่า เพื่อนคนนี้ชนะตนอยู่เสมอเพราะระลึกถึงพระพุทธเจ้า ดังนั้นตนก็จะทำเช่นนั้นบ้าง ตั้งแต่นั้นมา เด็กผู้นั้นจึงเริ่มฝึกนิสัยระลึกถึงพระพุทธเจ้า วันหนึ่ง หลังจากกลับจากป่าที่ไปตัดฟืนกับบิดา บิดาและเด็กชายหยุดพักกินอาหารที่ป่าช้านอกเมือง ครั้นถึงเวลาเย็น วัวที่เทียมเกวียนของบิดาได้เดินตามฝูงวัวอื่นเข้าเมืองไป บิดารีบวิ่งตามไปจับวัว แต่เมื่อจะกลับออกมา ฟ้าก็มืดและประตูเมืองปิดเสียแล้ว คืนนั้น เด็กชายจึงต้องนอนอยู่ตามลำพังใต้เกวียน ขณะที่เขากำลังหลับอยู่ ก็มีปีศาจสองตนปรากฏขึ้น ตนหนึ่งเป็นปีศาจร้าย อีกตนหนึ่งเป็นปีศาจดี ปีศาจร้ายตั้งใจจะกินเด็กชาย ส่วนปีศาจดีห้ามไว้ แต่ปีศาจร้ายไม่ฟัง จึงคว้าขาทั้งสองของเด็กชายหมายจะฉีกเขาออกเป็นสองท่อน ขณะนั้น ด้วยความเคยชิน เด็กชายที่กำลังหลับอยู่ได้เปล่งคำระลึกขึ้นว่า “นโม พุทธายะ” เมื่อปีศาจร้ายได้ยินดังนั้น ก็หวาดกลัวและถอยหนี ปีศาจดีจึงกล่าวว่า ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็คงต้องถูกลงโทษ เพื่อไถ่โทษ ปีศาจดีจึงเฝ้าคุ้มครองเด็กชายตลอดทั้งคืน ส่วนปีศาจร้ายก็ลอบเข้าไปในพระราชวัง นำอาหารใส่จานทองคำจนเต็มแล้วนำออกมา ปีศาจทั้งสองจึงดูแลเด็กชายราวกับบิดามารดา ก่อนจะจากไป พวกมันใช้อิทธิฤทธิ์เขียนข้อความไว้บนจาน เล่าเรื่องทั้งหมดและกำชับว่า มีเพียงพระราชาเท่านั้นที่จะอ่านได้ วันรุ่งขึ้น ในพระราชวังพบว่าจานทองคำหายไป ทุกคนค้นหาทั่วทุกแห่งแต่ไม่พบ ในที่สุด พวกเขาพบจานนั้นอยู่บนเกวียนของเด็กชาย จึงจับเด็กชายเข้าไปในวังเพื่อสอบถาม หลังจากพระราชาทรงอ่านข้อความบนจานแล้ว ก็ทรงประหลาดพระทัยและตรัสถามว่า “เรื่องนี้เป็นอย่างไรกัน?” เด็กชายเองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืน บิดาของเด็กชายเมื่อทราบข่าวและมาถึง ก็ไม่เข้าใจเรื่องนี้เช่นกัน ต่อมา พระราชาทรงพาสองพ่อลูกไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระราชากราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค การระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องคุ้มครองอย่างหนึ่งใช่หรือไม่ หรือการระลึกถึงพระธรรมและสิ่งอื่น ๆ ก็ได้รับการคุ้มครองเช่นกัน?” พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “มหาบพิตร การระลึกถึงพระพุทธเจ้าไม่ใช่วิธีเดียวที่มีความหมายว่าเป็นเครื่องคุ้มครอง แต่ชาวพุทธผู้แท้จริงที่ปฏิบัติการระลึกอย่างลึกซึ้งในอารมณ์ทั้งหก ย่อมไม่ต้องการเครื่องคุ้มครองใด ๆ ไม่ต้องการมนตร์คาถาใด ๆ และไม่ต้องการสมุนไพรใด ๆ ทั้งสิ้น” เมื่อจบการนำเรื่องโดยย่อแล้ว พระพุทธเจ้าจึงตรัสพระคาถาเหล่านั้น เมื่อพิจารณาพระคาถาที่ 296 จะเห็นว่าพระดำรัสของพระพุทธเจ้ามีถ้อยคำสำคัญยิ่ง พระองค์ทรงสอนให้เรา “มีความตื่นรู้อยู่เสมอ” คำสอนนี้คือแก่นแท้ของการปฏิบัติธรรม ความตื่นรู้มีความหมายเดียวกับสติ เรื่องสตินั้น ในพระคาถาก่อน ๆ ได้กล่าวอธิบายไว้บ้างแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ผู้ปฏิบัติตามพระพุทธศาสนาหากขาดสติหรือความตื่นรู้ ก็ยังไม่ใช่ผู้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ความสงบสุขและความเบิกบานของผู้ปฏิบัติเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีสติหรือความตื่นรู้ หากขาดสติ ก็เป็นทุกข์ เพราะความขาดสติคือการสูญเสียตัวเอง เมื่อมีสติ กายและใจก็ปรากฏอยู่พร้อมในขณะปัจจุบัน ผู้มีสติย่อมรู้ชัดว่าสิ่งใดกำลังเกิดขึ้น เพราะความหมายของคำว่า “สติ” หรือ “ความตื่นรู้” คือ “การรู้” การรู้คือการสัมผัสความจริงได้อย่างแจ่มชัด โดยไม่ผ่านการปรุงแต่งแบ่งแยกของความคิดปรุงแต่ง เมื่อความคิดปรุงแต่งเข้ามาทำงาน ก็เกิดมโนภาพและความหมายแยกย่อยนับไม่ถ้วน จากนั้นสรรพสิ่งก็หมุนไปตามการแบ่งแยกของจิต และเช่นนั้นเองเราก็สูญเสียตัวเอง ดังนั้น ผู้ปฏิบัติที่ต้องการความหลุดพ้นจึงต้องมีความตื่นรู้อยู่เสมอ การจะมีความตื่นรู้นั้นต้อง “ไม่จำกัดกลางวันหรือกลางคืน” เราต้องหมั่นพิจารณาและมองกลับเข้ามาดูตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากยังจำกัดอยู่ด้วยเวลา การปฏิบัติของเราก็ยังขึ้นอยู่กับตารางที่กำหนดไว้ ผู้ปฏิบัติอย่างแท้จริงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงตารางเวลาเท่านั้น แต่ต้องเพียรพยายามเจริญการรู้เห็นและพิจารณาในทุกเวลาและทุกสถานที่ ด้วยวิธีนี้จึงพอหวังถึงความตรัสรู้และความหลุดพ้นได้ ต่อมา พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ “ระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ” คำว่าระลึกมีสองนัย คือ จำได้ และ รู้ พระพุทธเจ้าคือผู้ตื่นรู้ การระลึกถึงพระพุทธเจ้าก็มีสองระดับ คือระดับลึกและระดับตื้น ระดับลึกคือระลึกอยู่เสมอถึงธรรมชาติแห่งความรู้ตื่นของตนเอง ระดับตื้นคือระลึกถึงพระพุทธเจ้าภายนอก เช่น ผู้ปฏิบัติสายสุขาวดีย่อมระลึกถึงพระอมิตาภพุทธเจ้าอยู่เสมอ นั่นคือการระลึกผ่านพระรูปของพระองค์ เมื่อระลึกอยู่เช่นนี้เสมอ กิเลสก็ไม่มีโอกาสเกิดขึ้น เมื่อกิเลสไม่เกิด จิตใจก็สงบและเบิกบาน นี่คือความหมายระดับตื้นของคำว่า “ระลึก” ส่วนความหมายระดับลึกของคำว่า “รู้” คือเรารู้ทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัว แต่รู้ด้วยจิตที่สว่าง สะอาด และตื่นอยู่ตรงหน้า นี่ก็เป็นความหมายลึกของการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้ใดระลึกเช่นนี้อยู่เสมอ แม้ไม่ตั้งใจแสวงหาความหลุดพ้น ก็ย่อมหลุดพ้นได้ เป็นความหลุดพ้นในชีวิตปัจจุบัน มิใช่ต้องรอถึงภายหน้า เพราะนั่นคือการกลับมาดำรงอยู่ในธรรมชาติแห่งความรู้ตื่นของตนเองอย่างแท้จริง พระคาถาที่ 297 พระพุทธเจ้าทรงสอนความหมายคล้ายกับพระคาถาก่อน เพียงแต่ต่างกันตรงที่ว่า “ระลึกถึงพระธรรมอยู่เสมอ” ธรรมะคือธรรม คำว่าธรรมนั้นมีความหมายกว้างมาก แต่ในที่นี้พระพุทธเจ้าหมายถึงอริยสัจสี่หรือพระสัทธรรม ชาวพุทธนอกจากระลึกถึงพระพุทธเจ้าแล้ว ยังต้องใส่ใจศึกษาเรียนรู้พระธรรมอยู่เสมอ พระธรรมคือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มุ่งนำสรรพสัตว์ให้เข้าถึงสัจธรรม กล่าวคือให้พ้นจากทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด และเข้าถึงพระนิพพานอันเป็นอิสระ นอกจากนี้ ในแง่ของธรรมชาติภายใน ธรรมยังหมายถึงปัญญา เมตตากรุณา ความเสมอภาค ขันติ ความเสียสละ และคุณธรรมอื่น ๆ หากเราระลึกและพิจารณาอย่างลึกซึ้งในธรรมเหล่านี้อยู่เสมอ และพยายามแสดงออกในการกระทำตามคุณธรรมเหล่านี้ ชีวิตของเราก็จะได้รับความสงบสุขและความหลุดพ้นเช่นกัน นั่นหมายความว่าเราได้รู้จักกลับมาพึ่งพาธรรมชาติแห่งธรรมในตนเองอย่างถูกต้อง พระคาถาที่ 298 พระพุทธเจ้าทรงเตือนให้เราระลึกถึงพระสงฆ์อยู่เสมอ สังฆะหมายถึงหมู่ผู้กลมเกลียว คือหมู่คณะผู้ศึกษาและปฏิบัติธรรมร่วมกัน อยู่ร่วมกันด้วยจิตแห่งความเคารพรักและความสามัคคี ปฏิบัติตามหลักแห่งความกลมเกลียวหกประการอย่างแท้จริง กล่าวคือ เราต้องดำรงชีวิตด้วย “ความเข้าใจ” และ “ความรัก” ในความเป็นพี่น้องธรรม นี่เป็นการกล่าวถึงรูปแบบและปรากฏการณ์ภายนอก ส่วนในแง่ธรรมชาติภายในนั้น พวกเราทุกคนล้วนมีธรรมชาติอันบริสุทธิ์และกลมเกลียวอยู่แล้ว นั่นคือครูดั้งเดิมของตนเอง หากเรารู้จักกลับมารับรู้และดำรงอยู่ร่วมกับคุณธรรมอันบริสุทธิ์นี้อย่างกลมเกลียว นั่นจึงเป็นการถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง โดยสรุป พระคาถาทั้งสามบทข้างต้น คือ 296, 297 และ 298 พระพุทธเจ้าทรงมุ่งเตือนชาวพุทธให้ระลึกและมีศรัทธาลึกซึ้งในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชาวพุทธต้องดำรงชีวิตให้กลมกลืนทั้งในระดับรูปแบบภายนอกและความจริงภายในของพระรัตนตรัย หากดำรงอยู่ได้เช่นนี้ จึงสมควรได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า และจึงมีวิถีชีวิตที่สูงขึ้น สงบสุข และหลุดพ้นอย่างแท้จริง พระคาถาที่ 299 พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรา “ระลึกพิจารณากายอยู่เสมอ” พระดำรัสนี้มุ่งเตือนให้เราหมั่นพิจารณากายว่าไม่งาม เป็นการเจริญภาวนาเพื่อขจัดความกำหนัดยึดติดในกายของตนและผู้อื่น การพิจารณานี้มีทั้งระดับตื้นและลึก แต่โดยสรุปไม่พ้นการพิจารณาห้าประการ คือ พิจารณาความไม่สะอาดแห่งเหตุเกิด พิจารณาความไม่สะอาดแห่งที่อยู่อาศัย พิจารณาความไม่สะอาดแห่งลักษณะเฉพาะ พิจารณาความไม่สะอาดแห่งตัวสภาวะ และพิจารณาความไม่สะอาดแห่งที่สุดท้าย เมื่อผู้ปฏิบัติพิจารณาตามลำดับเช่นนี้ ก็จะคลายความยึดติดในร่างกายของตนเอง และจากนั้นความต้องการทางกายทั้งหลาย โดยเฉพาะความหลงใหลในกามารมณ์ ก็จะลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณาความไม่งามเพื่อเห็นความบริสุทธิ์ของมัน มิใช่พิจารณาความไม่งามแล้วเกิดความเบื่อหน่ายถึงขั้นอยากทำลายชีวิตตนเอง ความคิดเช่นนั้นขัดต่อความหมายที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ต้องจำไว้ว่า จุดมุ่งหมายหลักของการภาวนานี้คือเพื่อแก้ความหลงใหลในรูปกายและกามคุณที่รุนแรงเกินไป ด้วยเหตุนี้ กายและใจจึงเบาสบาย และดำเนินชีวิตด้วยความสงบสุขได้ พระคาถาที่ 300 พระพุทธเจ้าทรงสอนชาวพุทธให้ “ยินดีในความไม่เบียดเบียนชีวิตอยู่เสมอ” พระดำรัสนี้เน้นเรื่องศีล ในศีลห้าของชาวพุทธฆราวาส ศีลข้อห้ามฆ่าสัตว์เป็นข้อแรก จุดสำคัญคือพระพุทธเจ้าทรงห้ามชาวพุทธฆ่าชีวิตมนุษย์ จากนั้นจึงลดหลั่นลงไปตามกำลังความสามารถ รักษาได้มากเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น เหตุใดพระองค์จึงตรัสให้ยินดีในความไม่ฆ่า เรื่องนี้เข้าใจได้ง่าย เมื่อเราไม่ฆ่าหรือทำร้ายชีวิต ย่อมหลีกเลี่ยงผลกรรมแห่งความพยาบาทและการตอบแทนกันไปมา ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ในปัจจุบัน ไม่ว่าเราไปที่ใดก็ไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะมีใครซุ่มทำร้ายเรา เช่นนี้เราจึงมีความสุขที่เป็นอิสระและเบาสบายอย่างแท้จริง อีกประการหนึ่ง ร่างกายของเราก็เจ็บป่วยน้อยลงและมีอายุยืนขึ้น นี่ก็เป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่เกิดจากการรู้จักรักษาศีลไม่ฆ่าสัตว์ พระคาถาที่ 301 พระพุทธเจ้าทรงสอนชาวพุทธให้ “ชอบเจริญสมาธิและวิปัสสนาอยู่เสมอ” เพราะการเจริญภาวนามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ปฏิบัติตามพระพุทธศาสนา เรื่องนี้ได้กล่าวไว้หลายครั้งในพระคาถาก่อน ๆ แล้ว ในที่นี้ขอกล่าวโดยสรุปเท่านั้น อาจกล่าวได้ว่า สมาธิและวิปัสสนาเป็นประตูเข้าสู่เรือนแห่งการตรัสรู้และความหลุดพ้น ผู้ปฏิบัติที่ขาดการภาวนา ก็เปรียบเหมือนผู้ปรุงอาหารที่ขาดเกลือ เพราะเหตุนี้ พระพุทธศาสนาจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อสมาธิและวิปัสสนา ไม่ว่าผู้ปฏิบัติจะเจริญวิธีการใด ก็จำเป็นต้องอาศัยสมาธิ หากไม่มีสมาธิ ปัญญาจะเกิดได้อย่างไร สมาธิและปัญญาเป็นสองสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ อาศัยสมาธิ จิตใจของเราจึงสว่าง สงบ และบริสุทธิ์ และด้วยเหตุนี้ ชาวพุทธย่อมได้รับความสงบสุขและหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า จากเรื่องเล่าข้างต้น เราได้รับบทเรียนที่ควรจดจำเกี่ยวกับนิสัยแห่งการระลึกถึงพระพุทธเจ้า เด็กชายจากครอบครัวเดียรถีย์ ในขณะเล่นลูกบอล เพราะรู้สึกเสียหน้าเมื่อแพ้อยู่เสมอ จึงคิดว่าตนแพ้เพราะเด็กชาวพุทธมักระลึกถึงพระพุทธเจ้า จึงได้รับการคุ้มครองจากพระพุทธเจ้า ด้วยความคิดเช่นนั้น เขาจึงเลียนแบบและระลึกตาม ด้วยนิสัยนี้ แม้ในความฝัน เขาก็ยังเปล่งเสียงระลึกถึงพระพุทธเจ้าออกมา ด้วยเหตุนี้ เขาจึงรอดพ้นจากภัยของปีศาจร้ายที่ตั้งใจจะกินเขา เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้มีนิสัยระลึกถึงพระพุทธเจ้า ย่อมหลีกเลี่ยงภัยอันตรายได้มากมาย มิใช่เพียงเท่านั้น ยังได้รับประโยชน์จริงมากมายในชีวิตประจำวันด้วย
เซน AI ผู้ช่วย
ออนไลน์