Exerting oneself in what should be shunned, Not exerting where one should exert, Rejecting the good and grasping at the pleasant, One comes to envy those who exert themselves.
มัวประกอบกิจที่ไม่ควรทำ ละทิ้งสิ่งที่ควรทำ วิ่งไล่ตามความสุขทางโลก ผู้เช่นนั้นแม้จะริษยาผู้ที่มุ่งมั่นบำเพ็ญเพียร ก็เป็นเพียงความริษยาที่ไร้ประโยชน์
คำอธิบายเชิงลึก
พระธรรมบทนี้ตรัสขึ้นที่วัดเชตวัน เกี่ยวกับครอบครัวหนึ่งในกรุงสาวัตถี ซึ่งมีบุตรชายเพียงคนเดียวที่พ่อแม่หวงแหนมาก เมื่อได้ฟังพระสงฆ์อนุโมทนาหลังฉันภัตตาหาร บุตรชายก็เกิดความเลื่อมใสปรารถนาจะออกบวช แม้ทราบว่าพ่อแม่ไม่อนุญาตจึงแอบหนีไปบวช เมื่อพ่อแม่ทราบข่าวต่างก็ตามไปบวชตามจนครบทั้งครอบครัว แต่ทั้งสามยังคงติดใจในความผูกพันทางสายเลือดและมักแอบมาพบปะพูดคุยกัน พระพุทธองค์จึงทรงตำหนิพฤติกรรมนี้ โดยสอนว่าการบรรพชาแต่เพียงกายหากจิตยังเต็มไปด้วยความยึดติดในกามคุณและสายใยทางโลกนั้น ย่อมไม่อาจบรรลุธรรมได้จริง ทรงเน้นย้ำว่าผู้บวชควรหมั่นตรวจสอบจิตใจและตัดความอาลัยอาวรณ์เพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้น
สวัสดีค่ะ นี่คือ TU ค่ะ
พระธรรมบทนี้หมายถึง การที่เรามัวแต่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ละเลยสิ่งที่ควรทำ และมุ่งแสวงหาความสุขทางโลกเพียงอย่างเดียว ผู้ที่ทำเช่นนี้ย่อมเกิดความริษยาต่อผู้ที่ตั้งใจบำเพ็ญเพียร แต่ความริษยานั้นก็ไร้ประโยชน์
เรื่องราวประกอบแสดงให้เห็นว่า แม้จะออกบวชแล้ว แต่หากจิตใจยังคงยึดติดในกามคุณและความผูกพันทางโลก ก็ไม่อาจบรรลุธรรมได้จริง การบำเพ็ญเพียรที่แท้จริงคือการหมั่นตรวจสอบจิตใจและตัดความอาลัยอาวรณ์ เพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้น
คุณเห็นว่าการยึดติดในสิ่งที่ไม่ควรยึดเหนี่ยวส่งผลต่อการปฏิบัติของคุณอย่างไรบ้างคะ
กลอน 208
บท 16
กลอน 210 →