๙. อปิ ทิพฺเพสุ กาเมสุ รตึ โส นาธิคจฺฉติ ตณฺหกฺขยรโต โหติ สมฺมาสมฺพุทฺธสาวโก ฯ ๑๘๗ ฯ
แม้ฝนจะตกลงมาเป็นทองคำ ก็ไม่สามารถเติมเต็มความอยากได้ ผู้มีปัญญาตระหนักดีว่ากามสุขนั้นมีความสุขเพียงน้อยนิด แต่มีทุกข์มากมาย ดังนั้นอย่าได้ปรารถนาแม้กระทั่งความสุขในสวรรค์ สาวกของพระผู้ตรัสรู้ย่อมมุ่งหวังเพียงการทำลายความกระหายใคร่ให้สิ้นไป
คำอธิบายเชิงลึก
พระคาถานี้พระพุทธองค์ตรัสที่เชตวันมหาวิหาร เกี่ยวกับภิกษุรูปหนึ่งที่เกิดความไม่พอใจในชีวิตสมณะ หลังจากบิดาเสียชีวิตและทิ้งเงินจำนวนหนึ่งไว้ให้ ภิกษุรูปนี้คิดจะสึกเพราะเข้าใจผิดว่าเงินนั้นจะสร้างความสุขให้ตนได้ พระพุทธองค์จึงใช้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์แสดงให้เห็นความไม่อิ่มในกามของมนุษย์ แม้แต่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตที่มีทรัพย์สมบัติมากมายก็ยังหาความพอใจที่แท้จริงไม่ได้ เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของความยึดมั่นในทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นนักบวชหรือฆราวาส หัวใจสำคัญของการปฏิบัติคือการขจัดโลภะ โทสะ และโมหะ หากเงินเพียงเล็กน้อยยังสั่นคลอนจิตใจได้ แล้วในโลกปัจจุบันที่มีสิ่งเร้ามากมาย เราต้องระวังเพียงใด? ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การตามใจกิเลส ดังเช่นที่กษัตริย์หลายพระองค์รวมถึงพระพุทธองค์เองที่ทรงสละราชสมบัติเพื่อแสวงหาความหลุดพ้น คือการดับกิเลสและตัณหาให้สิ้นไปนั่นเอง
สวัสดีค่ะ
พระคาถาบทนี้จากพระธรรมบท (บทที่ 186) สอนว่า แม้ความสุขในสวรรค์ก็ไม่สามารถเติมเต็มความอยากของมนุษย์ได้ ผู้มีปัญญาตระหนักว่ากามสุขนั้นให้ความสุขเพียงน้อยนิด แต่กลับนำมาซึ่งความทุกข์มากมาย
เรื่องราวของพระภิกษุที่คิดจะสึกเพราะเข้าใจผิดว่าเงินจะนำความสุขมาให้ เป็นอุทาหรณ์ที่พระพุทธองค์ทรงใช้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความไม่รู้จักพอของมนุษย์ในกามสุข แม้แต่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตที่มีทรัพย์สมบัติมากมายก็ยังไม่พบความพอใจที่แท้จริง
ดังนั้น สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงมุ่งหวังเพียงการทำลายความกระหายใคร่ให้สิ้นไป เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การตามใจกิเลส แต่อยู่ที่การดับกิเลสและตัณหาให้หมดสิ้นไป
คุณคิดว่าความอยากในใจของคุณมีผลต่อความสุขของคุณอย่างไรบ้างคะ?