โลกนี้ มืดมน น้อยคนจักเห็นแจ้ง น้อยคน จะไปสวรรค์ เหมือนนกติดข่ายนายพราน น้อยตัวจะหลุดรอดไปได้
โลกนี้มืดมอดบอดเขลา มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีปัญญาเห็นแจ้ง เปรียบดังนกที่หลุดพ้นจากตาข่าย ย่อมมีน้อยตัวที่จะบินขึ้นสู่สรวงสวรรค์
คำอธิบายเชิงลึก
เรื่องราวนี้กล่าวถึงเด็กหญิงช่างทอผ้าในเมืองอาฬวี ผู้ฝึกเจริญมรณสติมาเป็นเวลา 3 ปี หลังจากได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดและตั้งคำถามเพื่อทดสอบปัญญา เด็กหญิงสามารถตอบได้ถูกต้องทุกข้อ แม้ชาวบ้านจะเกิดความไม่พอใจเพราะไม่เข้าใจความหมายอันลึกซึ้ง แต่พระพุทธองค์ทรงใช้โอกาสนี้สอนว่า ความตายเป็นธรรมดาของโลก ความกลัวตายเกิดจากความไม่รู้และการยึดติด ผู้มีปัญญาจะไม่กลัวตายแต่จะเตรียมตัวด้วยการทำความดีและละเว้นความชั่ว เปรียบเสมือนการเตรียมเครื่องนุ่งห่มเพื่อรับมือกับฤดูหนาว ชีวิตหลังความตายเป็นเพียงการเปลี่ยนสภาวะ หากมีชีวิตที่ประพฤติดี ย่อมสามารถก้าวไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่าได้
สวัสดีค่ะ คาถาบทนี้จากพระธรรมบท บทที่ 13 ข้อ 174 สอนว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความมืดมิดทางปัญญา มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะมองเห็นความจริงและหลุดพ้นจากกิเลสได้
เหมือนนกที่ติดอยู่ในตาข่ายของนายพราน มีเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่จะสามารถหลุดรอดไปได้และบินขึ้นสู่สรวงสวรรค์ได้ คนส่วนใหญ่ในโลกก็เช่นกัน มักจะติดอยู่ในความไม่รู้และความยึดมั่นถือมั่น ทำให้ยากที่จะเข้าถึงความสุขที่แท้จริงและหลุดพ้นจากทุกข์
เรื่องราวของเด็กหญิงช่างทอผ้าที่ฝึกเจริญมรณสติ แสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีปัญญาจะเตรียมพร้อมรับมือกับความตายด้วยการทำความดีและละเว้นความชั่ว ไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ ทำให้สามารถก้าวไปสู่ภพภูมิที่ดีกว่าได้
คุณได้พิจารณาถึงความมืดมิดทางปัญญาในชีวิตของคุณบ้างไหมคะ?